วันนี้ผมจะขอเป็นพยานและขอบคุณพระเจ้าในเรื่องหน้าที่การงานของผม ผมทำงานอยู่ในตำแหน่ง Art Director อยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง และเมื่อประมาณกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้รับข่าวการควบรวมของบริษัทฯ ซึ่งเป็นข่าวที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเอง ถึงแม้ว่ากระแสข่าวการปลดคน,คนตกงานมีมากขนาดไหนก็ตาม อีกอย่างช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่ผมได้ใกล้ชิดกับพระเจ้า และรับใช้ที่โบสถ์อย่างสม่ำเสมอ ผมจึงเฝ้าถามพระเจ้าว่าทำไมเหตุการณ์เช่นนี้จึงเกิดขึ้นกับผม??แต่ก็น่าแปลกใจที่ภรรยาของผม (ซึ่งปกติจะเป็นคนที่ค่อนข้างจะคิดมาก,วิตกกังวลและต้องวางแผนแทบจะทุกอย่างล่วงหน้า)กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆมากนักแถมในก่อนหน้าที่ผมจะรับทราบเรื่องการควบรวมของที่บริษัท ภรรยาของผมก็มีความรู้สึกที่อยากจะให้ผมเปลี่ยนงานอย่างมากและก็พยายามหางานใหม่ให้ผมแต่เนื่องจากผมเห็นว่างานที่ทำอยู่ปัจจุบันก็ยังดีอยู่ รวมทั้งเพื่อนร่วมงานก็น่ารักกันทุกคน ผมจึงไม่ค่อยมีส่วนร่วมในภารกิจนี้สักเท่าใดนัก
ในขณะนั้น เจ้านายของผมก็ไม่เคยให้ข้อมูลที่ชัดเจนใดๆ จนทำให้เพื่อนร่วมงานรวมทั้งตัวผมคิดเองไปต่างๆนานา โดยไม่ทราบว่าพวกเราจะมีอนาคตอย่างไร โดยส่วนตัวผมมีความเป็นศิลปินสูง ในเมื่อทำงานอยู่ในที่ๆมีบรรยากาศมาคุและไม่มีความสุขผมก็ลาละครับ โดยที่ไม่สนใจว่าผมจะมีงานรองรับอยู่หรือไม่ และแม้ว่าสถานการณ์มันจะดูเลวร้ายสำหรับผมแค่ไหน แต่ผมก็เชื่อว่า "พระเจ้าจะอยู่ข้างผมและจะให้ผมสูงขึ้นทางเดียว" ผมจึงเฝ้าเรียกร้องสิทธิในข้อนี้อย่างสม่ำเสมอ ผมยังเคยพูดเล่นกับภรรยาว่า "ทำไมรับใช้พระเจ้าแต่ตกงาน" แต่เพราะผมรับใช้พระเจ้านั่นแหละครับ ที่ทำให้ผมตกงาน ครับผมไม่ได้พูดผิด เพราะว่าพระเจ้ารู้ดีว่าในขณะที่ผมรับใช้ใกล้ชิดพระเจ้านี่แหละ ที่ทำให้ผมมีภูมิคุ้มกันพร้อมที่จะรับสถานการณ์ที่เลวร้ายได้ เพราะหลังจากสถานการณ์เลวร้ายนี้ พระเจ้าก็จัดเตรียมสิ่งที่ดีกว่าและดีที่สุดไว้รอผมอยู่นั่นเอง
ขณะที่ผมว่างงานอยู่นั้น ก็มีบริษัทหนึ่งที่รู้จักผมและเคยเห็นผลงานของผม ในขณะที่ทำงานอยู่กับบริษัทเก่า ได้ติดต่อเข้ามา เนื่องจากเค้าได้ทราบข่าวว่าผมกำลังหางานใหม่อยู่ แล้วผมก็รู้สึกอยากที่จะไปร่วมงานกับบริษัทนี้มาก ซึ่งพอผมส่งประวัติและผลงานที่เคยทำมาไปให้เค้าดู เค้าก็หายไปประมาณ 2 อาทิตย์และในระหว่าง 2 อาทิตย์นั้น ผมก็ได้รับการติดต่อเรียกให้ไปสัมภาษณ์จากหลายๆบริษัท แต่ผมก็ไม่รู้สึกชอบบริษัทใดเลย และมักจะกลับมาบอกภรรยาว่า "ไม่ใช่" จนภรรยายังแซวว่า "นี่ขนาดตกงานยังจะเลือกงานได้อีกเนอะ" ซึ่งเวลา 2 อาทิตย์กับการรอคอยอะไรสักอย่างมันก็นานใช่เล่นเลยทีเดียว อีกทั้งรอพร้อมกับตกงานเนี่ย คงเข้าใจนะครับว่าเงินในบัญชีมันก็ร่อยหลอลงไปทุกวัน รายรับไม่มี แต่รายจ่ายเข้าคิวกันมาอย่างไม่ขาดสาย
และแล้วก็ถึงวันนี้ที่รอคอย บริษัทฯที่ผมอยากร่วมงานก็โทรมา ขอนัดผมไปสัมภาษณ์ผมก็เนื้อเต้นเลยครับ ระหว่างนั้นก็มีการเลื่อนนัดสัก 1-2ครั้ง ซึ่งก็ทำให้ผมใจไม่ดีไปบ้างเหมือนกัน แต่จากที่ภรรยาผมวิเคราะห์สถานการณ์แล้วรวมวิเคราะห์ไปถึงพระเจ้าเนื่องจากที่ผมมีคำถามตั้งแต่ต้นว่าทำไมต้องเป็นผม ภรรยาก็มีคำตอบให้ว่า "พระเจ้าให้ผมสั่งสมประสบการณ์จากที่นี่จนหมดแล้ว และนี่ก็อาจจะเป็นเวลาที่พระเจ้าจะนำผมให้สูงขึ้นอีกระดับนึงก็เป็นได้" แล้วผมก็มีคำถามต่อว่า แล้วทำไมต้องให้ผมตกงาน ให้ผมออกมาดีๆไม่ได้หรือ ภรรยาก็ต่อสายตรงคุยกับพระเจ้าอีกเช่นเคย (ผมเดาเอา เพราะเธอมักจะมีคำตอบประนึ่งว่าคุยกับพระเจ้าในเรื่องนั้น ๆ มาสดๆ ร้อน ๆ ) เธอก็บอกผมว่า "ก็เพราะพระเจ้ารู้จักผมดีที่สุดไง ด้วยคนนิสัยอย่างผม ถ้าอยู่ที่ไหนแล้วมีความสุข เพื่อนร่วมงานดี นายดี ผมก็ไม่ยอมออกง่ายๆอยู่แล้ว จึงเป็นสาเหตุของเรื่องราวทั้งหมด
จนกระทั่งถึงวันนัดสัมภาษณ์ ผมก็ตื่นเต้นเป็นที่สุด พอไปถึงความห่อเหี่ยวกลับเข้ามาปกคลุมใจผมอย่างที่สุด เพราะหนึ่งในคู่แข่งของผมเป็นเพื่อนกับพี่ชายของเจ้าของบริษัท และที่แย่ไปกว่านั้น คือ พี่ชายคนนั้นจะเป็นหนึ่งในคนสัมภาษณ์ผม เท่านั้นละผมก็ smsถึงภรรยาผมทันทีว่า "หมดกันสงสัยจะแห้ว" และเล่าให้เธอฟังถึงเรื่องคู่แข่งตัวฉกาจของผม เธอคงต่อสายตรงกับพระเจ้าทันที และ sms ตอบผมมาว่า "ป๊าทำใจดีๆนะ สู้ๆ พระเจ้าให้งานนี้กับป๊า งานนี้ก็ต้องเป็นงานของป๊า ขอให้ทำให้ดีที่สุดเท่านั้นพอ ที่เหลือพระเจ้าจะจัดการเอง" ผมก็พอจะมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง และทันใดนั้นเอง ผมก็นึกถึง sms ของพี่นกที่มักจะส่งมารบกวนผมในตอนเช้าตรู่บ่อยๆ ซึ่งกลับมาเป็นกำลังเสริมเหมือนเป็นกองทัพทหารที่มาช่วยผมในยามคับขันได้ทันเวลา ซึ่งข้อพระคัมภีร์นั้นคือ สดด.37.23 และ สดด35 มันยิ่งสร้างความฮึกเหิมให้กับผมและทำให้การสัมภาษณ์เป็นไปอย่างราบรื่น ปรากฏว่าเป็นการสัมภาษณ์ที่สนุกสนาน ซึ่งผมก็เป็นตัวของตัวเองอย่างมาก และหลังจากการสัมภาษณ์ในวันนั้น ผมก็รู้สึกโล่งใจเป็นที่สุด และรู้สึกว่าไม่ว่าผมจะได้งานนี้หรือไม่ ผมก็ได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว
หลังจากนั้น 1 วัน ทางบริษัท ก็ได้โทรมาตอบรับผมเข้าทำงาน โดยเงินเดือนที่ผมได้รับสูงกว่าเดิมเป็นหลักหมื่นบาท ทั้งที่ผมไม่จบปริญญาตรีด้วยซ้ำ ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าแล้วเรียกว่าอะไรละครับพี่น้อง !!
hey..are u Piyamas's brother? I used to go to the same school with you and her. After i came across this article..your last name sounded so fimiliar to me...
ตอบลบ